Five Levels of Participation
โค้ชชี่ของผมคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ในการคุยครั้งล่าสุดหัวหน้าอยากให้เธอมีส่วนร่วมกับบทสนทนาระหว่างการประชุมทีมให้มากกว่านี้ ก่อนเขาจะพร้อมเสนอชื่อเธอสำหรับการโปรโมตรอบต่อไป
เชลบี้บอกตัวเองเป็นคนสไตล์ Introvert หากเป็นไปได้เธอมักจะง่วนทำงานอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ชอบยุ่งกับใคร ฉะนั้นในการทำงานเป็นกลุ่ม เธอมีความสุขกับการปล่อยให้คนอื่นพูด และรอผลสรุปสู่ขั้นตอบปฏิบัติ จึงจะเป็นผู้รับงานไปทำต่ออย่างเรียบร้อย
ผมมีโอกาสได้อยู่กับเชลบี้ทั้งในห้องสอนและห้องโค้ช จึงได้สัมผัสโดยตรงว่าความเงียบของเธอมิได้แปลว่าเธอไม่เข้าใจ หรือไม่สนใจหัวข้อการประชุม แค่เป็นนิสัยการชอบฟัง สามารถอยู่เงียบๆได้เป็นชั่วโมง โดยไม่ต้องพูดแม้แต่คำเดียว
เคยลอง ‘สุ่ม’ เรียกในห้อง เจ้าตัวก็ตอบคำถามได้อย่างแม่นยำ เวลาโค้ชกันสองคน เชลบี้สามารถพูดได้เป็นเรื่องเป็นราว มีไอเดียใหม่ๆดีๆมาแชร์ตลอด งั้นเหตุผลที่ไม่พูดไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะพูด แต่เป็นเพราะไม่รู้จะพูดอย่างไรมากกว่า
“Do you have any tips that you can share?” เชลบี้ถามผมด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
ผมจึงเล่าให้เธอฟังถึง Five Levels of Participation
Level 1: สบตา Keep eye contact
Level 2: ตอบคำถามปลายปิด Answer questions with known answers
Level 3: ตอบคำถามปลายเปิด Answer questions with unknown answers
Level 4: ถามคำถามปลายปิด Ask questions with known answers
Level 5: ถามคำถามปลายเปิด Ask questions with unknown answers
“Where do you think you are?” คุณคิดว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ผมถาม
“Maybe a 1 or 2” เชลบี้ตอบ
ข้อคิดสำหรับผู้นำสมอง
1) Identify the root cause หัวใจของการวิเคราะห์ปัญหาคือต้องเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง การที่เชลบี้ไม่พูดอะไรในห้องประชุม หลายคนอาจตีความไปว่าเป็นเพราะเธอไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่มีความเห็นจะนำเสนอ แต่ความจริงคือเธอไม่รู้จะพูดอย่างไร และด้วยความเป็น Introvert เธออาจต้องการขั้นตอนให้สามารถปฏิบัติตามได้ มิใช่แค่คำแนะนำกว้างๆจากหัวหน้าว่าเธอต้องพูดมากกว่านี้
2) The Five Levels of Participation ผมจึงแนะนำโมเดลง่ายๆนี้ให้กับเธอ สเต็ปแรกคือการ Keep eye contact กับผู้พูด มีคนไม่น้อยที่ไม่สบายใจกับการมองหน้าคนอื่น แม้ระหว่างการประชุมก็จะก้มหน้าอ่านเอกสาร มองหน้าจอสไลด์ มากกว่าการมองคนที่กำลังพูดอยู่ สเต็ปสองคือการตอบคำถามปลายปิด Answer questions you know the answer อันนี้ไม่ยากมากเพราะมักเป็นเรื่องเทคนิคหรือขัอมูลที่ตอบได้อยู่แล้ว ยากขึ้นคือ สเต็ปสาม การตอบคำถามปลายเปิด What do you think about this problem? เริ่มต้องใช้สมองส่วนหน้ามากขึ้น
ยากกว่าการตอบคือการถาม สมองต้องอาศัยความมั่นใจในอีกระดับเพื่อตั้งโจทย์ให้คนอื่นเป็นฝ่ายโต้กลับ สเต็ปสี่ Ask questions with known answers ถามคำถามที่รู้ว่าคนอื่นตอบได้ เช่น การถามเช็คตัวเลขกับฝ่ายบัญชี หรือเช็คยอดกับฝ่ายขาย เมื่อเขาตอบได้เราก็กล้าจะลองสเต็ปสุดท้าย คือ Ask questions with unknown answers เช่นถามผู้อื่นว่าคิดอย่างไร ระดมสมองเรียกไอเดีย แม้กระทั่งวิชามารขั้นสูงสุดคือการโยนคำถามกลับให้หัวหน้ายามเราเข้าตาจน
3) Baby step ค่อยเป็นค่อยไป การเข้าใจลักษณะนี้ช่วยให้เราเห็นระดับความยากของ Participation และสำหรับคนเป็นหัวหน้าเช่นนายของเชลบี้ ก็จะได้เข้าใจว่าการมีส่วนร่วมไม่ได้ง่ายและตรงไปตรงมาอย่างที่ตัวเองคิด ต้องค่อยๆโค้ชลูกน้องให้ไต่ระดับขึ้นไป ถ้าตอนนี้ลูกน้องไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าสบตาเราระหว่างประชุม จะไปเคี่ยวเข็ญให้ถามคำถามปลายเปิดกับแผนกอื่นย่อมเป็นไปได้ยาก
Participating ไม่ยากเลย ใช่ไหมครับ?