Systems Thinking
เพิ่งขึ้นเวทีหัวข้อนี้ในงานของสลิงชอท เขียนขยายความหน่อยละกัน
Systems Thinking หมายถึงการคิดอย่างเข้าใจระบบ ต่างจาก Systematic Thinking นั่นคือการคิดเป็นขั้นเป็นตอนอย่างมีกระบวนการ
ตัวอย่างระบบต่างๆก็เช่น Climate Change รถติด น้ำมันแพง พนักงานที่อยากให้ลาออกดันอยู่ คนที่ไม่อยากให้ออกดันไป หรือกระทั่ง ลูกบ้านในหมู่บ้านทะเลาะกัน ฯลฯ
หัวใจของกระบวนการคิดนี้ ซึ่งบุกเบิกโดยปรมาจารย์หลายท่านที่ MIT Sloan คือ “ไม่มีคำตอบหรือทางออกอันเบ็ดเสร็จ ไม่มียาวิเศษ ไม่มี Magic Bullet ที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้จู่ๆหายไป”
ฟังแล้วน่าหดหู่ แต่ข่าวดีก็คือ Systems solve own problem ระบบสามารถแก้ปัญหาของตัวมันเองได้
เช่น หากผมถามว่า การจราจรในกรุงเทพมีระเบียบไหม? เกือบทุกคนคงบอกว่า จะบ้ารึ ไม่มีอยู่แล้ว
อ้าว แต่ถ้าผมแย้งว่า รถมันก็วิ่งกันไปได้ไหม ไม่เห็นมีใครชนใคร (มากขนาดนั้น) หลายคนคงจะคิดตามว่า เออ มันก็จริงนะ
เพราะอะไร? เพราะว่าการจราจรก็เป็น System หนึ่ง ซึ่งพออยู่กันไปนานๆ ระบบก็หาทางออกของมันได้ เลนขวาไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วตลอด เลนกลางนึกครึ้มขึ้นมาจะจอดรอสัญญาณเลี้ยงเฉยๆก็ได้ คนขับตามก็หักหลบเอาเอง สวนกันในเลนแคบๆก็กดปุ่มหุบหู(รถ)เสียหน่อย มอเตอร์ไซด์โยกอีกนิด ก็ไปกันได้เอง ถ้าไม่ไหวจริงๆเดี๋ยวก็จะมีพลเมืองดีกระโดดมาช่วยโบกให้มันไปกันได้โดยไม่ต้องพึ่งตำรวจจราจร
แสดงว่าการขับรถบ้านเราก็มีระเบียบ แต่เป็นระบบของไทย แต่ถ้าเอาไปใช้ที่ประเทศอื่น ก็อาจจะพัง
เช่นเดียวกัน การก๊อป Solution คนอื่นมาใช้กับบ้านเรา ก็อาจเจอปัญหา ใครยังจำได้เมื่อไม่นานมานี้ ซอยสุขุมวิท 49 เคยรับการอัพเกรดให้มี ‘เลนจักรยาน’ เพื่อกระตุ้นการลดมลพิษ ชูการออกกำลังกาย และลดปริมาณรถติดในละแวกนั้น แถมเปิดตัวกลางดึกเป็นเซอร์ไพรส์อย่างกับขึ้นราคาน้ำมัน หุๆ
ผลคือ รถติดมโหฬารกว่าเดิม ติดทั้งเมืองเลยด้วย คนบ่นตั้งแต่อโศกยันพระรามสาม
ฝรั่งที่ปรึกษาบอกว่า เฮ้ๆยู โทษไอม่ายด้าย ไอทำแค่ซอยเล็กๆนำร่องทดลองดูแบบไพล็อต และเลนจักรยานมันแคบนิดเดียวเอง ดูจากแผนที่ดาวเทียมแล้วมีที่ให้รถวิ่งอีกเยอะแยะ ในสแกนดิเนเวียเราทำมาหลายสิบปีแล้ว ใครๆก็ชอบ ห้ามริบค่าที่ปรึกษานะ
หรือตัวอย่างองค์กร บริษัทแห่งหนึ่งมอบรางวัลพนักงานที่ทำเป้าหมายได้ด้วยการ ‘ให้ไปล่องเรือกินข้าวชมแม่น้ำเจ้าพระยา’ เป็นเจตนาดีที่อยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกัน ยอมจ่ายเงินต่อหัวแพงขึ้น และสละเวลาผู้บริหารมาร่วมกิจกรรม กลับกลายเป็นมีคนมาร่วมงานหรอมแหรม แถมเอาไปคุยกันต่อว่า ‘ครั้งหน้าไม่ทำยอดดีกว่า’
การพยายามหา Solution ให้กับ System ในอดีตมนุษย์อาจจะทำได้เพราะอะไรต่ออะไรยังไม่ยุ่งเหยิงขนาดนี้
แต่ Intelligence Age ในปัจจุบัน ทุกสิ่งอย่างพัวพันกันไปหมดจนไม่มีผู้นำคนไหนสามารถหาทางออกแบบเบ็ดเสร็จได้ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง
อ้าว แล้วจะให้ทำไง?
ทางออกคือลืมเรื่องการหาคำตอบหรือ Solution ไปซะ แล้วมาสร้าง Feedback Loop แทน
Feedback loops are crucial in systems thinking as they capture how the output of one part of a system impacts the input to another part, creating causal chains
ระบบฟีดแบ็คที่ดีเริ่มจากการเก็บบันทึกข้อมูล Connectivity ทำให้เห็นพฤติกรรม Visibility ตั้งเป้าหมายเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง Measurability ใส่ข้อมูลใหม่เพื่อเตือนซ้ำๆๆๆ Frequency และสุดท้ายเฝ้ามองว่าเรือของเราเริ่มเปลี่ยนทิศทางไปอย่างที่ต้องการหรือยัง Insights
ใครที่มาพบกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คงเริ่มรู้จักโมเดล Creating Very MeaningFul Impact
ส่วนใครที่ไม่ได้มา...