Wrong Urgency: กับดักความยุ่งขององค์กรยุคใหม่
หลายครั้งเวลาเจอลูกค้า ดิฉันมักเริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ
“ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้างค่ะ?”
แทบทุกคนตอบด้วยรอยยิ้มปนเหนื่อย“ยุ่งมากกกกกกกกก”
ตารางแน่น อีเมลเต็ม ประชุมต่อประชุม งานด่วนแทรกเข้ามาไม่หยุด
เราจึงคุ้นเคยกับความรู้สึกว่ายุ่งตลอดเวลาและหลายคนก็เชื่อว่า ความยุ่งคือสัญลักษณ์ของการทำงานหนัก แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ความยุ่งเหล่านั้น คือสิ่งที่สำคัญจริงหรือไม่?
ในโลกของการบริหารการเปลี่ยนแปลง แนวคิดหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากคือคำว่า Wrong Urgency หรือ ความเร่งด่วนผิด ๆ มันคือภาวะที่คนในองค์กรดูเหมือนกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทุกคนเคลื่อนไหวตลอดเวลา แต่พลังงานทั้งหมดถูกใช้ไปกับเรื่องที่ไม่ได้สร้างความก้าวหน้าที่แท้จริงผลลัพธ์คือ เรายุ่งมาก แต่สิ่งสำคัญกลับไม่คืบหน้า
ลองสังเกตวันทำงานของตัวเองดู เราอาจเริ่มต้นเช้าวันจันทร์ด้วยแผนว่าจะทำงานสำคัญบางอย่างให้สำเร็จ แต่พอเปิดคอมพิวเตอร์ อีเมลก็เข้ามาเป็น 10 ฉบับ ข้อความในแชตองค์กรเด้งขึ้นมาไม่หยุด แล้วก็มีประชุมที่ถูกนัดแบบเร่งด่วน กว่าจะรู้ตัวเวลาก็ผ่านไปครึ่งวันแล้ว งานที่ตั้งใจจะทำจริง ๆ ยังไม่ได้เริ่ม นี่คือภาพของ Wrong Urgency ที่เกิดขึ้นทุกวันในที่ทำงาน
สิ่งที่ทำให้ Wrong Urgency อันตราย ไม่ใช่แค่เรื่องของเวลา แต่คือ พลังงานทางความคิดของเรา เพราะทุกครั้งที่เราต้องสลับจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง สมองจะใช้พลังงานมากกว่าปกติ การทำงานแบบกระจัดกระจายทำให้เรารู้สึกเหนื่อยเร็ว และสุดท้ายก็ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการคิดเชิงลึก ดังนั้นงานที่ต้องใช้การคิดเชิงกลยุทธ์ การสร้างสรรค์ หรือการแก้ปัญหาจริง ๆ จึงถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ
ที่น่าสนใจคือ Wrong Urgency มักเกิดขึ้นในองค์กรที่มีคนเก่งและตั้งใจทำงาน เราเห็นภาพทุกคนตอบเร็ว อยากช่วยเหลือ อยากทำให้ทันแต่เมื่อทุกอย่างกลายเป็นด่วนไปหมด ความด่วนก็ทำให้สูญเสียโฟกัสกับสิ่งที่มีความหมายจริง ๆ
ลองถามตัวเองสามคำถามง่าย ๆ
- วันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดของเราคืออะไร
ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาเร็วที่สุด แต่คือสิ่งที่สร้างคุณค่ามากที่สุด - เรากำลังตอบสนอง หรือกำลังสร้างผลลัพธ์
การตอบอีเมลหรือข้อความเร็วอาจทำให้เรารู้สึก productive แต่ไม่ได้แปลว่าเรากำลังขับเคลื่อนงานสำคัญ - สิ่งที่เรายุ่งอยู่ตอนนี้ จะยังสำคัญอยู่ในอีกสามเดือนหรือไม่
ผู้นำจำนวนมากค้นพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนในทีมทำงานไม่หนัก แต่คือพลังงานของทั้งทีมกำลังถูกใช้ไปกับ Wrong Urgency
ในทางกลับกัน องค์กรที่ก้าวหน้าอย่างแท้จริง มักมีสิ่งที่เรียกว่า True Urgency มันไม่ได้หมายถึงการเร่งทุกอย่าง แต่คือการเร่งสิ่งที่สำคัญจริง มันคือความชัดเจนว่าอะไรคือเรื่องที่ต้องทำตอนนี้ อะไรคือเรื่องที่รอได้ และอะไรคือเรื่องที่ไม่ควรทำเลย
เมื่อองค์กรมี True Urgency การประชุมจะมีเป้าหมายชัด การสื่อสารจะสั้นลง และคนจะมีพื้นที่ในการคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
สุดท้ายแล้ว ความท้าทายของการทำงานในยุคนี้ อาจไม่ใช่การทำงานให้หนักขึ้นแต่คือการกล้าที่จะหยุดถามตัวเองว่า
สิ่งที่เรากำลังยุ่งอยู่ทั้งวันนั้นกำลังพาเราไปข้างหน้า หรือแค่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่หยุดนิ่ง เพราะองค์กรที่ยุ่งที่สุด อาจไม่ใช่องค์กรที่ก้าวหน้าที่สุด