เมื่อแผนเปลี่ยนทุกวัน: ทำไมความไว้วางใจถึงสำคัญกว่ากลยุทธ์
เช้าวันจันทร์ คุณเพิ่งประชุมทีมเสร็จ ทุกคนพร้อมใจกันดันโปรเจกต์ A ไปให้ถึงเป้า แต่พอบ่ายวันอังคาร ลูกค้ารายใหญ่โทรมาเปลี่ยนใจ คู่แข่งออกฟีเจอร์ใหม่ที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เราดูล้าสมัย และเจ้านายบอกว่า "เอ้า ขอเปลี่ยนไปทำโปรเจกต์ B ก่อนนะ โปรเจกต์ A พักไว้ก่อน"
นี่คือชีวิตจริงของคนทำงานในยุคนี้ ไม่ใช่เพราะบริษัทวางแผนไม่ดี แต่เพราะโลกมันเปลี่ยนเร็วจริงๆ ตลาดพลิกภายในชั่วข้ามคืน เทคโนโลยีที่คิดว่าจะใช้ได้อีกหลายปีกลับล้าสมัยไปในพริบตา และพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
คำถามสำคัญคือ เมื่อแผนเปลี่ยนบ่อยขนาดนี้ เราจะทำยังไงให้ทีมไม่สับสน ไม่ถอดใจ ไม่หัวปักหัวปำ และยังเดินหน้าต่อไปได้
คำตอบอยู่ที่คำง่ายๆ แต่ทำยากสุดๆ นั่นคือ “ความไว้วางใจ”
ลองนึกภาพคุณกำลังนั่งรถไฟเหาะ ถ้าคุณไว้วางใจว่าสายรัดปลอดภัย คุณก็จะสนุก กรี๊ดแบบมีความสุข แม้จะตีลังกากลับหัว แต่ถ้าคุณไม่มั่นใจ แม้แค่โค้งเบาๆ ก็กลัวจนตัวแข็ง
ทีมงานก็เหมือนกัน เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ถ้าสมาชิกในทีมไว้วางใจผู้นำและเพื่อนร่วมงาน พวกเขาจะปรับตัวได้เร็ว กล้าลองของใหม่ แชร์ข้อมูลอย่างเปิดเผย และช่วยเหลือกันเมื่อมีปัญหา แต่ถ้าไม่มีความไว้วางใจ ทุกคนจะเก็บตัว ปิดบังข้อมูล ปกป้องตัวเอง งานติดขัด และที่แย่ที่สุดคือ คนเก่งๆ จะเริ่มมองหางานใหม่
Paul J. Zak จากมหาวิทยาลัย Claremont Graduate ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์ขององค์กร พบว่าพนักงานในองค์กรที่มีความไว้วางใจสูง จะมีผลิตภาพสูงกว่า 50% มีพลังงานในการทำงานมากกว่า 76% และมีความผูกพันกับองค์กรมากกว่า 106% เมื่อเทียบกับองค์กรที่มีความไว้วางใจต่ำ
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มาจากการทำงานหนักขึ้น แต่มาจากการทำงานอย่างชาญฉลาดมากขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาซ่อนข้อมูล ปกป้องตัวเอง หรือตรวจสอบงานกันไปมา คนในทีมโฟกัสไปที่การแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แทน
สิ่งที่จะช่วยให้ผู้นำสร้างความไว้วางใจให้ทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีดังนี้
1. ความโปร่งใส
หลายคนอาจคิดว่าการเป็นผู้นำที่ดีต้อง "รู้ทุกอย่าง" และ "มั่นใจเสมอ" แต่ความจริงคือ ในโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไร การแสร้งทำเป็นรู้กลับทำลายความไว้วางใจมากกว่า
Amy Edmondson นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ศึกษาเรื่อง "Psychological Safety" หรือความปลอดภัยทางจิตใจในองค์กร พบว่าทีมที่มีผลงานดีที่สุดไม่ใช่ทีมที่ทำผิดพลาดน้อยที่สุด แต่เป็นทีมที่กล้ายอมรับและเรียนรู้จากความผิดพลาดได้เร็วที่สุด
ผู้นำที่สร้างความไว้วางใจในยุคนี้ต้องกล้าพูดว่า "ผมยังไม่รู้คำตอบ แต่เราจะหาทางออกด้วยกัน" หรือ "เราลองผิดในครั้งนี้ มาดูกันว่าเราเรียนรู้อะไรได้บ้าง" การยอมรับความไม่แน่นอนอย่างตรงไปตรงมาทำให้ทีมรู้สึกปลอดภัยที่จะพูดความจริง แชร์ความกังวล และเสนอไอเดียกล้าๆ ที่อาจจะผิดพลาดได้
เวลาสถานการณ์เปลี่ยน อย่ากลัวที่จะอธิบายตรงๆ ว่าทำไมต้องเปลี่ยนแผน มีข้อมูลอะไรใหม่ มีความเสี่ยงอะไรที่ต้องคำนึงถึง คนในทีมไม่ได้ต้องการคำตอบที่สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาต้องการความจริงที่ชัดเจน
2. ความสม่ำเสมอ
สิ่งหนึ่งที่คนมักเข้าใจผิดคือ การบริหารในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงหมายความว่าต้อง "เปลี่ยนตลอดเวลา" จนสับสน ความจริงแล้ว ยิ่งโลกภายนอกสับสน ผู้นำยิ่งต้องเป็นจุดหมายที่มั่นคง
Stephen M.R. Covey ผู้เขียนหนังสือ "The Speed of Trust" อธิบายว่า ความไว้วางใจเกิดจากการที่คำพูดและการกระทำสอดคล้องกันอย่างสม่ำเสมอ เมื่อคุณบอกว่าจะทำอะไร คุณทำจริง เมื่อคุณตั้งค่านิยมของทีม คุณยึดถือจริง แม้กลยุทธ์จะเปลี่ยน แต่หลักการและความตั้งใจไม่เปลี่ยน
ในทางปฏิบัติ นี่หมายถึงการมี "วัฒนธรรมแกนกลาง" ที่ชัดเจน ไม่ว่าทีมจะเผชิญสถานการณ์อะไร พวกเขารู้ว่ามีสิ่งบางอย่างที่ไม่เปลี่ยน เช่น เราให้ความสำคัญกับลูกค้าเสมอ เราเคารพกันและกันไม่ว่าจะเครียดแค่ไหน เราเรียนรู้จากความผิดพลาด ไม่โทษกัน
วัฒนธรรมที่มั่นคงเหล่านี้กลายเป็นเข็มทิศที่ช่วยให้ทีมนำตัวเองได้แม้ในสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง เวลาต้องตัดสินใจเร็วๆ ในสถานการณ์ที่ไม่มีเวลาถามเจ้านาย คนในทีมสามารถถามตัวเองว่า "สิ่งนี้สอดคล้องกับหลักการของเราไหม?" แล้วตัดสินใจไปได้อย่างมั่นใจ
3 การเสริมพลัง
ในองค์กรแบบดั้งเดิม ข้อมูลและอำนาจการตัดสินใจมักอยู่ที่ระดับบนสุด แต่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว การรอคำสั่งจากบนลงล่างทำให้ช้าเกินไป พอได้คำตอบ โอกาสก็หายไปแล้ว
Gary Hamel นักคิดด้านการจัดการชื่อดัง เสนอแนวคิดที่เน้นการกระจายอำนาจและให้ความไว้วางใจกับคนในแนวหน้าที่ใกล้ชิดกับลูกค้าและปัญหาจริงมากที่สุด เขาชี้ว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 21 คือองค์กรที่ปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์และความรับผิดชอบของทุกคน ไม่ใช่แค่ผู้บริหาร
คนเราทำงานได้ดีที่สุดเมื่อรู้สึกว่า "เรามีส่วนในการตัดสินใจ" ไม่ใช่แค่ "ทำตามที่สั่ง" การเสริมพลังหมายถึงการให้ทีมมีอิสระในการตัดสินใจภายในกรอบที่ชัดเจน แทนที่จะสั่งว่า "ทำอย่างนี้" ผู้นำควรชี้แจงว่า "นี่คือเป้าหมาย นี่คือข้อจำกัด เราไว้วางใจให้เธอหาวิธีที่ดีที่สุด" แล้วให้การสนับสนุนและคอยช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
สิ่งสำคัญคือ เมื่อคนตัดสินใจแล้วผลไม่ดี อย่าโทษหรือลงโทษ แต่ถามว่า "เรียนรู้อะไรบ้าง? ครั้งหน้าจะทำยังไงดีกว่า?" และชื่นชมเมื่อมีคนกล้าลองทำอะไรใหม่ๆ แม้จะไม่สำเร็จ เพื่อส่งสัญญาณว่า "ทีมเราสนับสนุนความกล้าและการเรียนรู้"
การเสริมพลังไม่ใช่การปล่อยปละละเลย แต่เป็นการไว้วางใจอย่างมีโครงสร้าง คุณให้เขาบิน แต่คุณยังคงอยู่ข้างๆ พร้อมช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
ความไว้วางใจไม่ได้มาจากคำพูดหวาน ไม่ได้มาจาก Team Building ปีละครั้ง มันมาจากการกระทำที่สม่ำเสมอทุกวัน
เมื่อคุณสร้างความไว้วางใจได้ ทีมไม่หนีเมื่อเจอวิกฤต พวกเขาจะไม่แตกสลายเมื่อแผนเปลี่ยน พวกเขาจะยืนเคียงข้างคุณและหาทางออกด้วยกัน นี่คือความแตกต่างระหว่างทีมที่อยู่รอดกับทีมที่เติบโต ระหว่างองค์กรที่แข็งแกร่งกับองค์กรที่แตกง่าย
และที่สำคัญ การสร้างความไว้วางใจไม่ต้องรอให้มี Budget ไม่ต้องรอนโยบายใหม่ ไม่ต้องรออะไรเลย มันเริ่มจากวันนี้ เริ่มจากการพูดตรง ทำตามที่พูด และเชื่อใจคนในทีม
เพราะในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนได้ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไม่ได้คือคน และคนจะอยู่กับคุณได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาไว้วางใจคุณ แค่นั้นแหละ มันยากที่สุด แต่ก็คุ้มค่าที่สุด จริงไหม?